รบเพื่อเสรีภาพ รูปแบบการเคลื่อนไหวก็มีความหลากหลาย ขยายตัวมากยิ่ง ลำดับเหตุการณ์คาราวาน #REDEM

รบเพื่อเสรีภาพ รูปแบบการเคลื่อนไหวก็มีความหลากหลาย ขยายตัวมากยิ่ง ลำดับเหตุการณ์คาราวาน #REDEM

09.00 Index รูปใหม่ REDEM ผ่าน CARAVAN รูปใหม่ การไหวเคลื่อน  ผ่าน “ยานยนต์”

 
 
 

09.00 Index รูปใหม่ REDEM ผ่าน CARAVAN รูปใหม่ การไหวเคลื่อน  ผ่าน “ยานยนต์”

ในที่สุด REDEM ก็สามารถยืดหยุ่นและพลิกแพลงรูปการเคลื่อนไหวใหม่ให้สอดรับกับมาตรการอันเข้มงวดในสถานการณ์ แพร่ระบาดของไวรัสโควิด

นั่นก็คือ การเสนอรูปแบบ CARAVAN เคลื่อนจากอนุสาว รีย์ชัยสมรภูมิไปยังหน้าศาลอาญา

นี่คือการปรับแต่งโครงสร้างและรูปขบวนขึ้นใหม่

นี่คือการศึกษาไม่เพียงแต่การปรับรูปขบวนมาจากบทเรียนของกลุ่ม “พลเมืองโต้กลับ” ผ่านการเคลื่อนไหว “ยืน หยุด ขัง” บริเวณหน้า ศาลฎีกาเท่านั้น

หากแต่ยังยกระดับจากการเคลื่อนขบวนโดย 2 เท้าไปสู่การขับเคลื่อนผ่าน “ล้อ” หลีกเลี่ยงจากข้อกำหนดของการเดินขบวนบนท้องถนน หลีกเลี่ยงจากข้อจำกัดไม่ให้ชุมนุมเกิน 20 คน

ยังไม่มีใครบอกได้ว่าจะสร้างสีสันได้มากน้อยเพียงใด

แต่ที่แน่ๆก็คือ พลันที่ REDEM ประกาศรูปโฉมการเคลื่อนไหวนี้ออกมาก็ก่อให้เกิดความคึกคักเป็นอย่างสูง

 

มีคำถามเกิดขึ้นตั้งแต่ในห้วงที่ไวรัสแพร่ระบาดรอบที่ 2 ในเดือนธันวาคม 2563 แล้วว่า สถานการณ์ไวรัส โควิดจะเป็นอุปสรรคในการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือไม่

เพราะเมื่อ REDEM เสนอรูปการเคลื่อนไหวใหม่ผ่านสถาน การณ์#ม็อบ28กุมภาพันธ์ ก็ประสบกับการสลายการชุมนุมที่รุนแรง

ยิ่งเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ @ม็อบ6มีนาคม และสถานการณ์ # ม็อบ20มีนาคม กระบวนการปราบปรามและสลายการชุมนุมยิ่งทวีความรุนแรงเข้มข้น

 

ต่อเมื่อการแพร่ระบาดรอบ 3 เกิดขึ้นจากสถานการณ์ “ไทยคู่ฟ้า คลับ” ในเดือนเมษายน แม้ REDEM พยายามจะเคลื่อนไหวผ่านการตัดหมาย #ม็อบ17เมษายน แต่ก็ต้องยกเลิกไปในที่สุด

การหวนกลับมาเคลื่อนไหวผ่านสถานการณ์ #ม็อบ2พฤษภา คม จึงถือได้ว่าเป็นอีกความพยายามของ REDEM

มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวที่นำโดย “เยาวชนปลดแอก” และโดย “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม” ซึ่งเคยอึกทึกครึกโครมได้ฝ่อและลดปริมาณลงเป็นลำดับ

ขณะที่ปริมาณการจัดก็มิได้ลดน้อยลง ขณะที่รูปแบบการเคลื่อนไหวก็มีความหลากหลาย ขยายตัวมากยิ่งขึ้น

*****

***********

*******************

 

สกู๊ปหน้า 1 : ‘เจน Z’เมียนมา เข้าป่าจับปืน รบเพื่อเสรีภาพ

 
 
 

‘เจน Z’เมียนมา เข้าป่าจับปืน รบเพื่อเสรีภาพ

การยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาที่นำโดย พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สอนบทเรียนสำคัญที่สุดบทหนึ่งให้กับสังคมเมียนมาโดยรวม นั่นคือ การปรองดองกับกองทัพกลายเป็นเป้าหมายทางการเมืองที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลอีกต่อไป

เช่นเดียวกับการสยบยอม ต่ออำนาจทหารก็ไม่มีวันก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีอีกแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่การยึดอำนาจครั้งแรก ไม่ใช่การลุกฮือขึ้นมาต่อต้านทั่วประเทศเป็นครั้งแรก และไม่ใช่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่ทหารเมียนมาอาศัยการเข่นฆ่าสังหารเป็นเครื่องมือทั้งเพื่อสร้างความหวั่นกลัวและกดดันให้ยอมสยบ

บทเรียนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะในเหตุการณ์ “ลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยปี 1988” ก็ดี หรือเมื่อครั้งเกิดขบวนการ “สงฆ์ปฏิวัติ” เมื่อปี 2007 ก็ดี สอนให้ชาวเมียนมาตระหนักว่า ผู้ที่สูญเสีย ถูกเอารัดเอาเปรียบ เหยียบย่ำไว้ใต้ฝ่าเท้าอยู่ตลอดเวลา ก็คือ บรรดาพลเรือนทั้งหลายเท่านั้น ถ้าไม่สู้ในครั้งนี้ ก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับความคับแค้นตลอดไปเท่านั้นเอง

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้ประท้วงหญิงชายชาวเมียนมาถึงได้องอาจกล้าหาญนัก ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าการเดินขบวนประท้วงทุกครั้ง ก็เหมือนกับการสุ่มเดินเข้าหาความตาย และเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมถึงไม่มีใครประหลาดใจนัก ที่เกิดกระบวนการจัดตั้ง “กองทัพประชาชน” ขึ้นภายในช่วงเวลาเพียง 2-3 เดือน ของการชุมนุมประท้วง เมื่อหนุ่มเหน้าสาวสวยจากตัวเมือง หันหน้าสู่ป่า จับปืนฝึกอาวุธ เพราะเชื่อว่าหนทางเดียวที่ดีที่สุดในเวลานี้ก็คือต่อสู้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับกองทัพเท่านั้น

มอน มอน ผู้ก่อตั้งกองกำลังที่เรียกตัวเองว่า “ยูไนเต็ด ดีเฟนซ์ ฟอร์ซ” (ยูดีเอฟ) บอกว่า ผู้ที่เข้าร่วมในการฝึกอาวุธ ฝึกยุทธวิธีสู้รบ จำนวนราว 250 คน ในเวลานี้ ก็คือบรรดาผู้ที่เคยอยู่ในขบวนการประท้วงทั้งหลายนั่นเอง สถานที่ฝึกคือในราวป่า ในพื้นที่อิทธิพลของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู) องค์กรตัวแทนชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในการปกครองตนเอง แยกรัฐกะเหรี่ยงเป็นอิสระจากเมียนมามานานนับศตวรรษ

“เรามาที่นี่เพื่อฝึกวิชาการทางทหารเป็นเวลา 3 เดือน เป้าหมายของทั้งหมดตรงกันนั่นคือ จับอาวุธปฏิวัติ” เธอบอก “ส่วนใหญ่อายุยังแค่ 20 เศษๆ เป็นนักศึกษาด้วยกันทั้งนั้น มีผู้ใหญ่อยู่บ้าง อายุ 35 ปี 40 ปี แต่ส่วนมากแล้วเป็นเด็กเจนแซด”

คนหนุ่มสาวเหลานี้เคยเป็นหน่วยหน้ากล้าตายอยู่หัวขบวนประท้วงในเมือง มีโล่ทำเองจากถังน้ำ และปืนลมทำเองจากท่อเอสลอนเท่านั้นเป็นอาวุธ “ลูกชายคนโตของฉันคือ 1 ใน 15 คนแรกที่ตัดสินใจลงฝึกหนนี้”

คนหนุ่มสาวเหลานี้คือบรรดาผู้ที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ประท้วงแบบนองเลือดในเมืองมาก่อน แต่ศึกษาและซึมซาบเรื่องราวทั้งหมดอันเป็นที่มาของอิสระเสรีที่พวกตนได้ลิ้มลองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามาเป็นอย่างดี ความคับแค้นคับข้องใจที่ได้เห็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ถูกเข่นฆ่าอย่างทารุณราวกับผักปลาต่อหน้าต่อตาจึงสูงมากเป็นพิเศษ

อย่างเช่น ชเว มิน นักศึกษาแพทยศาสตร์ วัย 24 จากมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งย่างกุ้ง ที่เล่าถึงวิธีการ “สลายการชุมนุม” ของทหารเมียนมาเอาไว้ว่า นอกจากกระหน่ำยิงแบบไม่เลือกแล้ว “พวกนั้นยังใช้ระเบิดมือ บางคนยังถึงกับใช้อาร์พีจีในการจัดการกวาดล้างพวกเรา”

 

เหตุการณ์ที่หนักหนาสาหัสที่สุดในความคิดของชเว มิน เกิดขึ้นเมื่อ 29 มีนาคม ที่ดากอนใต้เมืองลูกของย่างกุ้ง วันนั้นวันเดียวผู้ประท้วงที่นี่ล้มตายราวใบไม้ร่วง 30 ราย หลังจากกระสอบทรายและสิ่งกีดขวางของผู้ประท้วงถูกทหารลงมือทำลายด้วยระเบิด ในขณะที่ข่าวการไล่ล่า จับกุม ทารุณกรรม อุ้มผู้ประท้วงไปฆ่าเกิดขึ้นถี่ยิบ อีกสองวันหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารเมียนมา ฆ่าผู้ประท้วงทั่วประเทศไป วันเดียว 114 ราย ความอดทนของชเว มิน ขาดผึง

“พวกนั้นยิงสุ่มไม่เลือกหน้า ยิงเพื่อฆ่าเหมือนเป็นศัตรูกันมาแต่ไหนแต่ไร” เขาเล่า และว่า “พวกเราสติหลุดไปตามๆ กัน ทั้งโกรธ ทั้งหงุดหงิด เราจับพวกนั้นได้คนนึง รุมกันทุบตีกระทืบจนตาย เพราะขาดสติ” ต้นเดือนเมษายน ชเว มิน ออกเดินทางหลบๆ ซ่อนๆ มุ่งหน้าสู่ราวป่าชายแดนติดต่อกับประเทศไทย เข้าร่วมฝึกทหาร “ผมเหลือทางเลือกไม่มากนัก แค่เลือกเอาว่าจะถูกฆ่าหรือจะลงมือฆ่า”

ปะโด มาน มาน โฆษกของกองพลน้อยกองกำลังเคเอ็นยู ในพื้นที่บอกว่า เมื่อตอนที่ “อาสาสมัคร” เหลานี้มาถึง เคเอ็นยูกำลังเริ่มต้นฝึก “ทหารใหม่” ในสังกัดของตนเองให้คุ้นเคยกับยุทธการแบบ “จรยุทธ์” อยู่พอดี

 

มอน มอน บอกว่า การฝึกทั้งหมดกินเวลานาน 3 เดือน หลังจากนั้นผู้ที่ผ่านการฝึกเหลานี้จะถูกส่งกลับไปยัง “เซฟเฮาส์” และเริ่มต้นปฏิบัติการต่อต้านกองกำลังทหารเมียนมา “10 วันแรกเราฝึกพื้นฐานเบื้องต้นมากๆ ให้พวกเขาได้รู้ว่าจะประกอบกำลังกันอย่างไร จะสลายกำลังด้วยวิธีไหน ทั้ง 10 อนุญาตให้ยิงปืนได้แค่ 3 นัด เท่านั้น” การฝึกยิงปืนจะมีมาหลังจากนั้น “ราวเดือนครึ่ง เป็นการฝึกหนัก ทั้งยิงปืนและฝึกการใช้ระเบิด” มอน มอน บอก

คณะกรรมการตัวแทนสภาแห่งรัฐ (ซีอาร์พีเอช)กลุ่ม ส.ส.พรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่ถูกขับพ้นสภาพเพราะรัฐประหาร ที่รวมตัวกันก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนประกาศจัดตั้งรัฐบาล “เงา” ขึ้นในเดือนเมษายน เจรจากับกองทัพชนกลุ่มน้อยต่างๆ เพื่อร่วมกันจัดตั้ง “กองทัพ” ของตนเองขึ้นต่อต้านกำลังทหารของกองทัพเมียนมา “ตัตมะดอ” กองทัพร่วมที่ว่านั้นยังอาจต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย

ไส ตุน ออง ลวิน นักวิเคราะห์กิจการชาติพันธุ์ สังกัดสถาบันปยีดองซู ในย่างกุ้ง เชื่อว่าอย่างน้อยเอ็นแอลดีต้องขจัดความเคลือบแคลง ในการไม่รักษาคำพูดต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายให้ได้ก่อน แต่ในเวลานี้ กองกำลังติดอาวุธย่อมๆ ที่มีชุมชนเป็นพื้นฐาน มีการก่อตั้งขึ้นมากมาย ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วเมียนมา “ทุกคนต้องทำทุกอย่าง เท่าที่สามารถทำได้ เพื่อป้องกันตัวเอง ทุกคนรู้ภาระหน้าที่ดี” เขาบอก

ที่รัฐกะเหรี่ยง มอน มอน หัวหน้าสตรีผู้ก่อตั้งหน่วยรบยูเอฟดี ยืนยันว่าพวกเขาฝึกหนักมาก ไม่ใช่เพื่อพรรคไหนหรือเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการฝึกเพื่อต่อสู้กับระบบ ระบอบการปกครองของทหารโดยรวม ขณะที่เธอพูด คนหนุ่มสาวราว 120 คน กำลังวิ่งออกกำลังเป็นจังหวะตามการนำของครูผู้ฝึก

“พวกคุณกำลังทำอะไร?” ผู้ฝึกตะโกนเสียงดัง “เรากำลังฝึก” “ฝึกทำไม?”-“เพื่อสู้” “สู้เพื่อใคร”-“สู้เพื่อประชาชน” เสียงตะโกนตอบดังก้องจากราวป่ารัฐกะเหรี่ยง

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

5 ความเห็น

 
ICT

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ผ่าสถานการณ์ “ประยุทธ์” ยึดอำนาจครม.คุมโควิด : ฮึดสุดท้าย ก่อนวงแตก

ย่างเข้าเดือนพฤษภาคม ฝนเดือนหกตกชุกตั้งแต่ต้นฤดู สัญญาณดี น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ แต่สัญญาณร้าย ในภาวะโรคระบาดโควิด–19 บุกเมือง โดยสภาพฝนชุกเป็นห้วงเชื้อไวรัสระบาดได้ดี และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าหนักใจกับการสกัดไวรัสโควิดลุกลาม

ตามตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดรายวันที่พุ่งทะลุหลัก 2 พันจ่อ 3 พันราย

แนวโน้มคงที่ แต่อีกนัยก็เป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขได้มีการคุมเข้มคลินิก แล็บ โรงพยาบาลเอกชนที่รับตรวจโควิด รวมถึงรถตรวจเคลื่อนที่ จากปัญหาตรวจเจอผู้ติดเชื้อจำนวนมากแล้วหาโรงพยาบาลรับช่วงไปรักษาต่อไม่ได้ จุดนี้ทำให้ผู้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องรอตรวจ ณ จุดที่รัฐบาลจัดให้มีจำกัด

นั่นทำให้การตรวจล่าช้า ตัวเลขคนติดเชื้อไม่พุ่งพรวดเหมือนช่วงแรก

แต่ตรงกันข้าม มันก็ไม่มีหลักประกันในหมู่ผู้รอตรวจอาจมีผู้ติดเชื้อแฝงอยู่เป็นจำนวนมาก ประเมินจากปรากฏการณ์ “ดราม่า” ที่อาม่าติดเชื้อโควิดไม่มีโรงพยาบาลรับไปรักษา นอนเสียชีวิตอยู่ในบ้านอย่างน่าอเนจอนาถ ทั้งๆที่อาม่าไม่ได้โยงกับคลัสเตอร์ทองหล่อ ไม่ได้มีพฤติการณ์เที่ยวสถานบันเทิง ขายของชำอยู่กับบ้าน ทางเดียวที่จะรับเชื้อคือมีคนเอาเชื้อจากข้างนอกไปแพร่ให้อาม่า

นั่นสะท้อนว่าการระบาดระลอกนี้ เชื้อได้แพร่กระจายขยายวงจากคลัสเตอร์ไปไกล

ซุปเปอร์สเปรดเดอร์” แฝงอยู่เต็มพื้นที่

ล้อตามฉากสถานการณ์โรงพยาบาลล้น เตียงไม่พอรับคนป่วย ผู้ติดเชื้อนับร้อยนับพันต้องรอลุ้นชะตากรรมอยู่ที่บ้าน ขณะที่บุคลากร อุปกรณ์ทางการแพทย์โดยเฉพาะเครื่องช่วยหายใจ ยารักษาขาดแคลน

ไม่ใช่แค่โรงพยาบาลสนาม แต่ต้องเตรียมแผนดัดแปลงห้องไอซียูสนามกันแล้ว

แนวโน้มชุลมุนตามตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดที่ดีดขึ้นเกินหลักสิบและมีคนตายรายวัน ยอดสะสมเกินหลักร้อย โดยเฉพาะคนดังอย่าง “น้าค่อม ชวนชื่น” ตลกดังขวัญใจมหาชน ต้องกลายเป็นเหยื่อโควิด ยิ่งกระตุก panic ทำสังคมขวัญผวา ไล่เลี่ยกับ ศบค.ต้องยกระดับ “ซีลเมือง” สกัดเชื้อโรคแพร่ลามหนัก

ล็อกดาวน์ “จังหวัดสีแดงเข้ม” ให้เวิร์กฟรอมโฮมยาว 14 วัน

ไวรัสมรณะขย่มศักยภาพของรัฐบาล “โจทย์โควิด” ทำ ครม.ทหารเฒ่า 3 ป. สอบตกระเนระนาด

ท่ามกลางความมืดมนอนธการ ประชาชนหมดศรัทธา หมดหวังที่จะฝากผีฝากไข้กับรัฐบาล ทนกับโควิดมาเกือบปีครึ่งยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ระดับความน่าเชื่อมั่นลดลงทุกขณะ ผู้คนไม่เชื่อคำพูดของผู้นำ ไม่สนองมาตรการรัฐบาล

ตามรูปการณ์จ่อไหลเข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว เสี่ยง fail state

มันจึงถึงจุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ต้องตัดสินใจปฏิบัติการ “รัฐประหารโควิด” ให้ ครม.ลงมติโอนอำนาจ 31 พ.ร.บ.ให้นายกรัฐมนตรี เหมาจัดการวิกฤติโควิดแบบเบ็ดเสร็จ

เข้าโหมด “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”

เทกแอ็กชัน ชิงตัดลูกมั่วเชิงบริหารในแบบรัฐบาลผสม ต่างคนต่างทำ ต่างพรรคต่างเป้าหมายแฝงผลประโยชน์ทางการเมือง ทำให้การรับมือมหาวิกฤติไวรัสสะเปะสะปะ โควิดถล่มระลอกสอง ระลอกสาม เชื้อเน่าการเมืองลามผสมไวรัสโควิด ต้องเวนคืนอำนาจอยู่ในมือนายกฯ เหมือนการรับมือโควิดระบาดระลอกแรก

ฮึดสุดท้าย “บิ๊กตู่” เดิมพันหมดหน้าตัก

ยอมเสี่ยงโหลดน้ำหนักการบริหารจัดการวิกฤตการณ์โควิดไว้ที่นายกรัฐมนตรี

ท่ามกลางเสียงโห่ไล่ของ พรรคร่วมฝ่ายค้านตั้งโต๊ะแถลงอย่างเป็นทางการ ล้อไปกับกระแสสังคมส่วนหนึ่งเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่ง

รับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการรับมือวิกฤติโควิด

ทำให้ชีวิตประชาชนคนไทยแขวนอยู่บนความเป็นความตาย เศรษฐกิจพังพินาศย่อยยับ

ถึงจุดต้องหลีกทางให้ “มือบริหารอาชีพ” นำทีมรับมือมหาวิกฤติระดับโลก

และตามรูปการณ์ก็เหมือนจะ “รับสภาพ” ยากจะฝืนทานกระแส ตามจังหวะรวบอำนาจรัฐมนตรีทุกกระทรวงมารวมศูนย์ที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ ยังดึงนักธุรกิจ ซีอีโอยักษ์ใหญ่เข้าร่วมทีมบริหารจัดการวิกฤติโควิด ระดมทีมช่วยจัดหาวัคซีนทางเลือกแทนฝ่ายการเมือง

เสมือนดึง “มืออาชีพ” มาร่วมทีมบริหารกันกลายๆ

เพียงแต่คนนั่งหัวโต๊ะยังเป็น พล.อ.ประยุทธ์อยู่เท่านั้น

แต่อย่างไรก็ดี ยังไม่รู้ว่าจะช่วยกู้วิกฤติความเชื่อมั่นในตัวผู้นำได้แค่ไหน เพราะยังไม่ทันไรก็มีแถลงการณ์จากหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต่อเนื่องกับสภาอุตสาหกรรมฯ ระบุ จากการประชุมร่วมกับรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แจ้งว่า ปริมาณวัคซีนที่ภาครัฐจัดหามานั้น มีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนทุกคน พร้อมเร่งดำเนินการในการนำเข้าวัคซีน

ภาคเอกชนจึงไม่จำเป็นต้องมีการจัดหามาเพิ่มเติม

สรุป ไม่เปิดไฟเขียวให้ภาคเอกชนจัดหาวัคซีนทางเลือกมากู้สถานการณ์ความล่าช้าในการฉีดให้ประชาชน ที่เป็นผลจากการที่รัฐบาลไม่กระจายความเสี่ยง

การดึงซีอีโอร่วมทีม ก็แค่เพียงสร้างภาพ กระตุกความเชื่อมั่นไม่ให้ไหลรูดดิ่งเหวเท่านั้น

และในเครื่องหมายคำถาม โอกาสที่วัคซีนจะมาทันกำหนดที่ผู้นำรัฐบาลให้คำมั่นภาคเอกชน ตั้งเป้าฉีดวัคซีน 100 ล้านโดสให้ประชาชนตั้งแต่เดือนมิถุนายน ให้ได้ร้อยละ 70 ของพลเมือง 65 ล้านคนช่วงสิ้นปี 2564 ในทางปฏิบัติเทียบกับศักยภาพและจำนวนบุคลากรทางการแพทย์มันจะทำได้จริงแค่ไหน

แต่ที่แน่ๆนับจากนี้ “บิ๊กตู่” ต้องแบกรับแต่เพียงผู้เดียวทั้ง “ผิด” และ “ชอบ”

วิกฤติไวรัสมรณะโควิด-19 ยังลูกผีลูกคน วัคซีนชี้ชะตาผู้นำรัฐบาลทหารเฒ่า

แต่ที่ส่อโคม่าหนักไม่แพ้กันก็คืออาการไวรัสเน่าการเมืองกำเริบหนักในหมู่พรรคร่วมรัฐบาล ตามปรากฏการณ์แบบที่มีข่าวเบื้องหลังการประชุม ครม.นัดล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ “นอตหลุด” ฉุนรัฐมนตรีแอบนินทาลับหลัง ขู่ให้ระวังตัว เตือนมีทีมงานตามดูเฟซบุ๊กรัฐมนตรีทุกคน ถ้าได้ยินอีกจะปรับออก

จะริบโควตา ดึงมาเป็นโควตาของนายกฯ ใครมีปัญหาสร้างความเกลียดชัง ทุจริต จะเอาออก

เป็นปริศนา เดากันว่าหมายถึงใคร

จากประโยคบอกใบ้ ประกอบเงื่อนไขสถานการณ์

คนแรกมีการเล็งไปที่ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข หัวหน้าค่ายภูมิใจไทย ที่กำลังเกิดภาวะทางใจ กับการโดนผู้นำหักดิบ ไม่ใส่ชื่อในทีมจัดหาวัคซีนทางเลือก ผลทำให้ “หมอหนู” กลายเป็นจุดอ่อน ตัวการจัดหาวัคซีนล่าช้า กระแสไหลไปถึงขั้นโดน “หมอไม่ทน” ล่าชื่ออัปเปหิพ้น รมว.สาธารณสุข

กระตุกเสียงลูกทีมเซราะกราว โวย “เสี่ยหนู” เป็นแพะบูชายัญ

และก็เป็นนายอนุทินที่โพสต์เฟซบุ๊กระบายความในใจ ยืนยันไม่มีอำนาจ ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีมาตลอด ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุด ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร และในฐานะผู้อำนวยการ ศบค.

“โยนขี้” กลับไปที่ “บิ๊กตู่” ไม่ยอมโดนล่อเป้าเดี่ยว

อีกคนก็คือ “อู๊ดด้า” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังฟัดกับทีมพลังประชารัฐ กับการส่ง “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯผู้มากบารมี ไปคุมโซนจังหวัดสำคัญภาคใต้ สงขลา ภูเก็ต นครศรีธรรมราช ตอกย้ำเกมบุกยึดฐานที่มั่นของ ปชป.

สะท้อนมารยาททางการเมืองไม่มีในหมู่ขุมอำนาจ 3 ป.

ยี่ห้อประชาธิปัตย์กลืนเลือดจนจุกไม่ไหว “จุรินทร์” ที่เหนียมๆยังต้องออกมาสวมหัวใจสิงห์ ซัดออกอากาศแรงๆ รัฐมนตรี ปชป.ไม่พอใจคำสั่งแบ่งงานพิลึกพิลั่น กระแทกไปถึงคนโตตึกไทยฯ

เดากันว่า “อู๊ดด้า-เสี่ยหนู” ไม่ใครก็ใคร น่าจะอยู่ในข่ายที่ “บิ๊กตู่” ซัดเปรี้ยงใน ครม.

และทั้งหมดทั้งปวง โดยอาการหวาดระแวงภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่กระฉอกออกมาภายนอก ฟ้องภาพทำงานกันแบบ

ฝืนร่วมมือ แต่ไม่ร่วมใจ อารมณ์แบบนี้ยังไงก็อยู่ร่วมกันต่อไปลำบาก

ท่ามกลางวิบาก หนทางที่เต็มไปด้วยเหวสองข้างทาง

ถึงจุดเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่ใครก็ใคร ต้องมีช็อตถีบหัวเรือทิ้ง เอาตัวรอด

แน่นอน ดุลอำนาจอยู่ในมือนายกฯ “บิ๊กตู่” จึงถือไพ่เหนือกว่า ในการตัดสินใจเปลี่ยนเกมอำนาจ ท่ามกลางเงื่อนไขสถานการณ์ที่โดนโควิดต้อนเข้ามุมอับ

กับภาวะวิกฤติศรัทธา ความเชื่อมั่นในตัวผู้นำต้องเผชิญโจทย์โคตรโหดหิน

โควิดระบาดระลอกแรก ระลอกสอง ระลอกสามไม่มีหลักประกันระลอกสี่ ไม่รู้ระลอกสุดท้าย มันเกินฟอร์มผู้นำทหารอาชีพจะเอาอยู่

ดูทรงคงทำได้แค่รักษาศักดิ์ศรี แม่ทัพไม่ยอม “ทิ้งทวน” กลางศึก

“บิ๊กตู่” ต้องแข็งใจ ฮึดสุดท้าย ก่อนวงแตก

ตามระบอบรัฐสภา ทางออกฉุกเฉินมันก็มีอยู่ 2 ประตู นั่นคือ ยุบสภากับลาออก

แน่นอน ยุบสภา ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ท่ามกลางโควิดระบาด เสี่ยงทั้งมุมสุญญากาศอำนาจบริหาร และการแพร่ระบาดของคนออกไปเลือกตั้ง เกิดภาพกลียุคแบบอินเดีย

แถมส่อเจอ “บอยคอต” ฝ่ายค้านไม่ยอมสู้ภายใต้กติการัฐธรรมนูญ 2560 ที่เอื้อ “บิ๊กตู่” ทุกประตู

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ บีบให้เหลือแค่ประตูเดียวคือนายกฯไขก๊อก

เปรียบเหมือนอยู่ในภาวะสงคราม ต้องใช้ “ครม.พิเศษ” รับมือสงครามไวรัสโควิด

เปิดทาง “ผู้นำเฉพาะกาล” ภารกิจฉุกเฉินในเวลาจำกัด จัดหาวัคซีนโควิดให้ประชาชน กู้วิกฤติเศรษฐกิจ เร่งเกมรื้อรัฐธรรมนูญตัดเส้นทางสืบทอดอำนาจ 3 ป. ชะลอเกมบุกทะลุฟ้าของม็อบรุ่นใหม่ที่กำลังจุดไฟจากปม “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ แกนนำกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม อดอาหารยอมตายในคุก

สารพัดเงื่อนไข มันกระจุกอยู่ที่ “บิ๊กตู่” คนเดียว.

“ทีมการเมือง”

https://www.thairath.co.th/news/politic/2081753?utm_source=PANORAMA_TOPIC

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

 ไอ้เห้ตูุ่

โกรธแล้ว

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
619

แม่งเอ่ยถ้าไม่ติดเรื่องโควิดนะคนเป็นแสนแน่เรื่องฝนไม่ใช่ปัญหาแล้วยิ่งในสภาพผู้คนปากกัดตีนถีบแบบนี้ด้วยนะ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ลำดับเหตุการณ์คาราวาน #REDEM

https://www.facebook.com/299528675550/posts/10165370748055551/

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0