ในภาพเป็นผู้บริหารศาลอาญา ในส่วนของผู้ที่จะอนมัติให้ประกันหรือไม่ มีอยู่ 5 คนคนเหลานี้จะเลือกเส้นทางไหน

ในภาพเป็นผู้บริหารศาลอาญา ในส่วนของผู้ที่จะอนมัติให้ประกันหรือไม่ มีอยู่ 5 คนคนเหลานี้จะเลือกเส้นทางไหน

พรุ่งนี้แม่เพนกวินอาจจะไปยื่นประกันเพนกวินเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้
ในภาพเป็นผู้บริหารศาลอาญา
ในส่วนของผู้ที่จะอนมัติให้ประกันหรือไม่ มีอยู่ 5 คนคือ (ระดับรองอธิบดี)
พิศิษฐ์ วิริยะพาณิชย์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
ชนาธิป เหมือนพะวงศ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
เทวัญ รอดเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
สันติ บุตรดี ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกยาเสพติด
มุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกค้ามนุษย์
รอดูว่าพรุ่งนี้จะเป็นเวรของใคร
และคนเหลานี้จะเลือกเส้นทางไหน
จะเป็นผู้พิพากษาที่ดำเนินคดีเคารพสิทธิผู้ต้องหาอย่างเคร่งครัด ตามรัฐธรรมนูญ
ดังที่ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้กล่าวไว้อย่างละเอียด
หรือจะเป็นคนทำผิดรัฐธรรมนูญเสียเอง
 
อาจเป็นรูปภาพของ 7 คน และผู้คนกำลังยืน
 
 
อาจเป็นงานศิลปะรูป หนึ่งคนขึ้นไป
เสียงจาก "นายประกัน"
"คุณไม่ต้องรักพวกเขาก็ได้
จะชิงชังพวกเขา ก็ตามสบาย
แต่..กฏหมายไม่ได้อนุญาต
ให้พวกคุณฆ่าพวกเขา
ในนามของการไม่ให้ประกันตัว
คืนสิทธิการประกันตัวเดี๋ยวนี้
ก่อนที่จะมีใครตาย"
Cr. Ida
--------------
Painting by Tawan Wattuya
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

8 ความเห็น

 
ICT
ในยุค #ควายสมชื่อ ปู้นำเชียงโกงที่ไม่ชอบคนในคณะรัฐมนตรีนินทาลับหลัง เคยเขี่ยทีมเศรษฐกิจของ"หม่อมอุ๋ย"ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ยงยุทธ ยุทธวงศ์ หลานของอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ และสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกจากคณะรัฐมนตรี แล้วเอาเจ๊กแป๊ะขี้โม้ที่พูดไทยไม่ชัดมาคุมเศรษฐกิจจนพินาศย่อยยับ
เพียงเพราะพวกเขาคัดค้านทหารสั่งซื้อเรือดำน้ำลำแรก หยิบขึ้นมาพูดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
โดยได้เตือนว่า หลังรัฐประหาร 2014 ภาวะการคลังของประเทศยังไม่ดี ไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่แพงและไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ได้ เพราะประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่....
หลังจากหมดการใช้งานแล้ว
"หม่อมอุ๋ย" ซึ่งเป็นนักเลงโบราณมาก่อน ได้แฉเบื้องหลังการรัฐประหาร พร้อมทั้งยก 8 เหตุผลที่ไม่ต้องการให้ ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัย เพราะหวั่นบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ประเทศเสียประโยชน์หลายด้าน
ที่น่าเกลียดมากคือ
ประยุทธ์ล้างผลาญงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลในการสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเองและพรรคการเมืองฝ่ายตน สืบทอดอำนาจต่อไปอย่างไม่สง่างาม
(สำนักข่าวหงวน จัดให้)
 
อาจเป็นรูปภาพของ 4 คน และข้อความพูดว่า "แตกหัก! หัก!"
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ไบเดนลั่นสหรัฐกำลังทะยานขึ้น ออกจากวิกฤตสู่โอกาส ฉีดวัคซีนให้ประชาชน 221 ล้านคน เกินเป้ากว่าหนึ่งเท่า ดันแผนลงทุนภาครัฐใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ลุยแจกเงินพ่อแม่-เรียนปริญญาตรีฟรีสองปี-เพิ่มค่าแรง
29 เม.ย. - "ไบเดน" แถลงครั้งแรกต่อที่ประชุมร่วมสองสภา ประกาศระบุสหรัฐกำลัง "เทคออฟ" จากวิกฤตไปโอกาส เผยภูมิใจเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้ขึ้นพูดคำว่า Madam Vice President และ Madam Speaker ในเวลาเดียวกัน
ในคำแถลงเนื่องในโอกาสดำรงตำแหน่งประมุขของประเทศที่มาจากการเลือกตั้งครบ 100 วัน ไบเดนระบุสหรัฐเคยมีแผนฉีดวัคซีนให้ประชาชน 100 ล้านโดสใน 100 วัน แต่ตอนนี้ฉีดได้แล้วกว่า 220 ล้านและ "Go and get vaccinated, America" จนปัจจุบันสหรัฐมีคนฉีดวัคซีนแล้วกว่า 221 ล้านคน
ไบเดนระบุสหรัฐเดินหน้าแผนการสร้างงานที่จะเป็น "การลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในชั่วชีวิตของคนในประเทศนี้" รวมทั้งเป็นแผนลงทุนใหญ่ที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองโดยใช้งบ 2.3 ล้านล้านเหรียญ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานประเทศทุกด้านตั้งแต่ถนนถึงสถานีชาร์จรถไฟฟ้า, เรียนวิทยาลัยชุมชนฟรีสองปี รวมทั้งแจกเงินพ่อแม่เพื่อดูแลลูกเดือนละ 250 เหรียญสหรัฐ
อาจเป็นรูปภาพของ 3 คน
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

อาจเป็นรูปภาพของ 3 คน และข้อความ

เช้านี้ ได้รับหนังสือ"เรียนประชาชนที่เคารพ"รวมบทอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากป่ารอยต่อ ถึง ตั๋วช้าง
เขียนโดย หลานคนเก่งคนกล้า รังสิมันต์ โรม
Rangsiman Rome

อดีตนักโทษการเมือง ซึ่งปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล

แต่สิ่งที่ทำให้ลุงหงวนซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตาคือ
รังสิมันต์เขียนด้วยลายมือตัวเองว่า
"ขอมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับลุงหงวนนะครับ
นับถือลุงหงวนนะครับ
เป็นแบบอย่างของผู้สื่อข่าวเลยครับ
ขอบคุณที่ลุงหงวนให้ความช่วยเหลือต่อผมเสมอมา
เป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญของผมมาโดยตลอด
ขอบคุณมากนะครับ"
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
จนถึงวันนี้ ชีวิตเพนกวิ้นกำลังอยู่บนขอบหน้าผา บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ชอบโหนอ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทั้งอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัย ทั้งในปัจจุบันและอดีต ไม่คิดจะออกมาส่งเสียงหรือทำอะไรเพื่อปกป้องชีวิตนักศึกษาของตัวเองบ้างหรือ การยกย่องเชิดชู อ.ป๋วยไม่ใช่ด้วยการสร้างรูปปั้น หรือใช้ชื่ออ.ป๋วยระดมเงินสร้างตึกใหญ่โตเท่านั้น
ก่อน 6 ตุลา 2519 มีผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยกับอ.ป๋วย แนะนำให้อ.ป๋วยลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี แล้วไปรับตำแหน่งผู้บริหารธนาคารโลก แต่อาจารย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า "จะให้ผมทิ้งลูกศิษย์ลูกหาและคณาจารย์เอาตัวรอดไปคนเดียวได้อย่างไร"
แต่เมื่อเกิด 6 ตุลาขึ้น อ.ป๋วยเป็นเหยื่อคนหนึ่งของความเกลียดชังของฝ่ายขวา วิทยุยานเกราะเรียกร้องให้มวลชนที่บ้าคลั่งตามหาและรุมประชาทัณฑ์อาจารย์ ในที่สุดอาจารย์ตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ แต่เมื่อออกไปแล้ว อาจารย์ไม่เคยหยุดนิ่ง อาจารย์เดินสายไปยังประเทศต่างๆ เพื่อทำให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกศิษย์ตัวเอง เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับพวกเขา อาจารย์เดินทางไปพบกับตัวแทนรัฐบาล รัฐสภา และประชาชนไทยในประเทศต่าง ๆ ทั้งฝรั่งเศส เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ... ความเครียดและการตรากตรำทำงานหนักส่งผลให้อาจารย์ล้มป่วยลงด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตกในปีต่อมา
ในปี 2521 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับอ.ป๋วย แต่อาจารย์ปฏิเสธด้วยเหตุผลว่าคดี 6 ตุลายังไม่ได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นที่กระจ่าง มหาวิทยาลัยในไทยยังไม่มีเสรีภาพทางวิชาการ และประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่ก่อนที่อ.ป๋วยจะล้มป่วยลง อาจารย์ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับหลักสันติประชาธรรมว่า
“ทางเลือกของคนไทยมีอยู่ 2 ทาง คือปล่อยให้เขาสู้รบกันเป็นศึกกลางเมือง จะยืดเยื้อกันสักปานใดก็แล้วแต่ยถากรรม จะเดือดร้อนแก่ใครสักหมื่นสักแสนก็ช่วยไม่ได้ เขาจะปกครองกันอย่างไร ใครจะโกงกินกันอย่างไร ไม่ใช่ธุระของเรา ใครจะถูกจับถูกทรมาน ก็เป็นกรรมของสัตว์รบกัน แล้วใครจะเสียหายอย่างใด เท่าใด ใครจะมีอำนาจทีหลัง ก็แล้วแต่บุญกรรม เรารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี นี่เป็นทางหนึ่ง
“อีกทางหนึ่งคือ พยายามป้องกันมิให้เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า หรือถ้าป้องกันไม่ไหวก็พยายามบรรเทาทุกข์ให้น้อยที่สุด คนไทยไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ พลเรือน ข้าราชการ ราษฎร คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม เสรีนิยม หรืออนุรักษนิยม ก็เป็นคนที่จะต้องอยู่ในประเทศไทย และมีลูกหลานเป็นคนไทยทั้งนั้น
“ทางถูกต้องชอบธรรมคือหาทางปรองดองกัน ในเวลานี้มองหาทางปรองดองไม่ได้ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างข้อแข็งด้วยกัน ใครอยู่ตรงกลางก็จะถูกฟัน ทิฐิมานะกล้าแข็งเหลือประมาณ แต่ต้องหาวิธีและเวลาปรองดองให้ได้ การปรองดองคือการโอนอ่อนเข้าหากัน ยอมรับและเคารพสิทธิเสรีภาพด้วยกัน เทิดทูนสัจจะ ไม่ปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายกัน หรือพลิกแพลงตลบตะแลงเพื่อประโยชน์ชั่วขณะ อีกนัยหนึ่งคือเป็นทางสนับสนุนหลักธรรมะของประชาชน และพยายามให้ประชาธรรมด้วยสันติวิธี
“ถ้าคนไทยเป็นจำนวนมากพอเลือกทางที่ 2 ก็ต้องแสดงตัวให้ปรากฏ มิฉะนั้นแล้วสังคมไทยจะไปสู่ทางที่ลื่นกว่า ง่ายกว่า คือทางเลือกที่ 1”
น่าเสียใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลือกเส้นทางที่ 1
 
อาจเป็นรูปภาพของ 2 คน และผู้คนกำลังยืน
Yes, ครับ อ.พวงทอง
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

ยุติธรรมตลกไทย

ยอม

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
“พ่อแม่มีลูกสิบเอ็ดคน ฉันเป็นคนที่สาม ส่วนเขาเป็นคนที่สี่ พ่อไม่ชอบให้ลูกเรียนหนังสือ มองว่าเป็นคนขี้เกียจ เพราะไม่ยอมทำงาน แต่เขาชอบเรียนหนังสือ หลังจากจบ ป.4 เขาต้องทำงานหาเงิน ทั้งขายโรตีสายไหม ขายเรียงเบอร์ เพราะพ่อไม่ค่อยให้เงินแล้ว เขาเรียนจนจบ ป.7 แล้วต่อมัธยม ช่วงเรียน ม.ปลาย ตรงกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เขาออกไปโบกธงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปรากฏว่าโดนยิงที่ขา เราไม่ได้คุยอะไรกันมาก เลยไม่รู้ว่าเขาสนใจการเมืองขนาดไหน พอจบ ม.6 เขาไปเรียนต่อ ม.รามคำแหง เป็นคนเดียวในครอบครัวที่ได้เรียนถึงระดับมหาวิทยาลัย
“ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย เขาและเพื่อนลงพื้นที่ภาคอีสาน แล้วมาเล่าให้ฟังว่า ‘รู้หรือเปล่า ชาวบ้านที่อีสานยากจนกันมาก บางคนไม่มีจะกินแล้ว’ ฉันเคยห้ามว่า ‘อย่าไปยุ่งเรื่องการเมืองมากเลย’ เขาตอบกลับว่า 'ลื้อเป็นนายทุน มีเงินแล้ว เลยไม่สนใจการเมือง' ช่วงนั้นเราได้คุยกันมากขึ้น ฉันเริ่มสนใจการเมือง ตอนปี 2519 ที่นักศึกษาออกมาชุมนุมกัน (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ต้องออกนอกประเทศไทย ก่อนจะบรรพชาเป็นสามเณรที่ประเทศสิงคโปร์แล้วกลับมาประเทศไทยเมื่อ 19 กันยายน 2519 และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในเวลาต่อมา) พอเสร็จจากขายหมูที่ตลาด ฉันไปนั่งฟังนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ด้วย ต่างคนต่างไป บางวันบังเอิญเจอเขาในนั้น ฉันไปฟังเพราะอยากรู้ ไม่ได้อยากสู้กับใคร ขณะที่เขาเต็มที่มาก เคยพูดว่า 'คนเราเกิดมาครั้งเดียวตายครั้งเดียว'
“5 ตุลาคม 2519 ฉันอยู่ธรรมศาสตร์ถึงประมาณสี่ทุ่ม น้องชายมาบอกว่า ‘อาจมีการบุกเข้ามา หาปืนให้ได้ไหม อยากเอามาป้องกันตัว’ ฉันตอบไปว่า ‘บ้าเหรอ จะไปเอาปืนมาจากไหน’ แล้วก็แยกกัน คืนนั้นกลับมานอนที่บ้านได้ไม่กี่ชั่วโมง พอตีสองต้องออกไปขายของที่ตลาด ตอนเช้ามืด (6 ตุลาคม 2519) คนในตลาดพูดกันว่า ‘ยิงกันแล้ว!’ พวกเขาเป็นลูกเสือชาวบ้านทั้งนั้น หลายคนพูดว่า ‘พวกหนักแผ่นดิน!’ ฉันได้แต่ยืนเงียบ ประมาณแปดโมงขายของเสร็จ ฉันรีบไปที่ธรรมศาสตร์เลย แต่เข้าไปข้างในไม่ได้แล้ว เลยเดินดูรอบๆ สนามหลวง (เงียบคิด) เห็นศพเป็นกองๆ บางศพถูกเผาสดๆ น้ำมันเยิ้มเหมือนเผาขาหมูเลย คนมุงเยอะมาก บางคนเฮๆๆ บางคนคงแค่มาดู แต่สะเทือนใจแค่ไหน ถ้าพูดหรือทำอะไรตรงข้าม ฉันว่าตายอย่างเดียว
“พอกลับมาถึงบ้าน มีทหารบุกมาที่บ้าน ตัวใหญ่ๆ ใส่รองเท้าบูท เดินขึ้นบันไดดัง ‘ตึ๊ก ตึ๊ก ตึ๊ก’ น่ากลัวมาก ค้นๆๆ ทุกชั้นทุกห้อง ถามนู่นถามนี่ แต่ไม่เจออะไร หลังจากนั้นไม่นาน น้องชายอีกคนมาเล่าว่า เสียงจากวิทยุประกาศชื่อ ‘พงษ์พันธ์ เพรามธุรส’ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต ครอบครัวต้องไปรับศพที่ สน.ชนะสงคราม เขาคงโดนอาวุธสงครามมา เนื้อตรงอกเลยหายไปทั้งก้อน โบ๋เลย ด้วยความเป็นลูกชายคนโตของครอบครัวคนจีน เลยจัดการศพด้วยพิธีฝัง เพื่อนของเขามางานกันเยอะ ช่วงนั้นแม่เสียใจมาก คนแถวบ้านก็มาพูดว่า 'ไม่รู้ไปทำไม ไปก็ตายฟรี' ขณะที่คนในตลาดพูดเลยว่า 'พวกหนักแผ่นดิน! ตายไปได้ก็ดีแล้ว!' ฉันเป็นพี่สาว รู้จักน้องชายดีว่าไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ก็ต้องอยู่เงียบๆ
“ฉันไปงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ธรรมศาสตร์ทุกปี เสียใจ แต่ไม่รู้จะทำยังไง ฉันไปใส่บาตรให้น้อง ไม่รู้หรอกว่าดวงวิญญาณรับรู้ไหม อย่างน้อยหนึ่งปีก็ไปสักครั้ง ทุกครั้งที่เห็นรูปถ่ายร่างของเขานอนหงายอยู่ ก็คิดถึงนะ เหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว ฉันไม่ได้โกรธไม่ได้แค้นใคร แต่ถ้าใครจะรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ฉันว่าเป็นเรื่องดี นักศึกษาถูกฆ่าตายแบบนั้น พวกเขายังโดนบางคนด่าเลย ฉันอยากให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า พวกเขาไม่ใช่พวกหนักแผ่นดิน ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ พวกเขาเป็นนักศึกษา”
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ปากกาอยู่ที่มัน

https://www.facebook.com/100001013086464/posts/3971423969568000/

ปากกาอยู่ที่มัน
นายสถิตย์ ไพเราะ
นักศึกษาหลายท่านมาถามผมเสมอ ๆ ว่า เหตุใดศาลจึงมีคำวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการวินิจฉัยสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ข้อนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่าเรื่องของความเห็นเป็นเรื่องยากที่จะชี้ลงไปได้ว่าใครถูกใครผิด ยิ่งคนธรรมไม่เสมอกันแล้วไม่มีทางจะเห็นตรงกันได้
เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลนั้นไม่ใช่เพิ่งมีในขณะนี้ มีมาแต่โบราณกาลแล้วในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นตำราเรียนในสมัยก่อนเขียนวิจารณ์ศาลไว้ว่า
คดีที่มีคู่ (ความ) คือไก่หมูเจ้าสุภา
เอาไก่เอาหมูมา (ให้) เจ้าสุภาก็ว่าดี
ที่แพ้แก้ (ให้) ชนะไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดีไล่ด่าตีมีอาญา
และวิจารณ์พระภิกษุไว้ว่า
ภิกษุสมณะหรือก็ละพระสธรรม
คาถาว่าลำนำไปเร่รำทำเฉโก
เมื่อครั้งผมเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนกฎหมายและวิธีพิจารณาในศาลยุ่งเหยิง ไม่มีมาตรฐานเป็นเหตุให้เซอร์ยอน เบราลิ่ง ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษไม่ยอมรับอำนาจกฎหมายและศาลไทยและท่านได้เล่านิทานให้ฟังว่า
ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ๊กมาจากเมืองจีนถือหลักตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อุตฐาตา วินธเต ธนัง แปลว่า ผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้จึงทำงาน ๘ วันในหนึ่งสัปดาห์ แม้จะเคยมีเสื่อผืนหมอนใบ ต่อมาก็ร่ำรวยเป็นเจ้าสัวได้
ส่วนคนไทยรำพึงว่า เช้าหนอ สายหนอ ร้อนหนอ บ่ายหนอ แล้วก็ไม่ทำงาน และอ้างเหตุว่าพระสอนว่าคนเราเกิดมาตัวเปล่าตายก็เปล่า เอาทรัพย์อะไรไปไม่ได้ จะไปทำมาหาทรัพย์ไว้ทำไม นอกจากนั้นคนไทยยังมีคุณสมบัติ ๔ ข้อ คือ ขี้โม้ ขี้อิจฉา ขี้โกง และขี้เกียจ โดยเฉพาะคุณสมบัติข้อสุดท้าย ทำให้คนไทยยากจน แต่บังเอิญบ้านคนไทยปลูกติดอยู่กับบ้านเจ๊ก คนไทยขี้อิจฉาคนนั้นหมั่นไส้ว่าเจ๊กรวย วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) ก็ย่องเอาก้อนอิฐไปปาบ้านเจ๊ก เจ๊กจึงไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้ขุนประเคนคดี พนักงานอัยการฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา
หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาว่า
ไทยปาเรือนเจ๊ก
ไม่ถูกลูกเด็ก
ท่านว่าไม่เป็นไร
ให้ยกฟ้อง
เจ๊กกลับบ้านไปด้วยความผิดหวังและรำพึงว่า เมื่อศาลไม่มีจะฟ้องร้องก็ต้องประลองฝีมือกัน วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) เจ๊กก็เอาก้อนอิฐไปปาบ้านไทย คนไทยก็ไปแจ้งความ และขุนประเคนคดี พนักงานอัยการ ก็นำคดีไปฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จริงแล้วพิพากษาว่า
เจ๊กปาเรือนไทย
แม้ไม่ถูกใคร
แต่ผีเรือนตกใจ
ให้ไหมสามตำลึง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีผีเรือนทำให้ชนะคดีได้
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประสบการณ์ในชีวิตของผมเอง
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓ ผมไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา ผมประจำอยู่ที่บัลลังก์ ๑๔ ซึ่งอยู่ทางปีกด้านตะวันออกของอาคารศาล จากห้องพักผู้พิพากษาต้องเดินผ่านระเบียงระยะทางประมาณ ๓๐ – ๔๐ เมตร
วันหนึ่งผมมีสำนวนที่จะต้องพิจารณา ๔ – ๕ สำนวน ผมก็ออกไปที่บัลลังก์ ๑๔ ตามปกติ คดีเรื่องแรกเป็นคดีแพ่ง ทนายโจทก์แถลงว่า เอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกไปยังธนาคาร ธนาคารยังไม่ส่งมาให้ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารดังกล่าวถามพยานให้รับรองข้อความ ไม่อาจสืบพยานโจทก์ไปในวันนี้ได้ ขอเลื่อน ศาลสอบจำเลยแล้วไม่ค้าน ศาลให้เลื่อนไปได้
คดีที่สองเป็นคดีอาญา โจทก์แถลงว่า พยานมาศาลหนึ่งปากพร้อมจะสืบได้ จำเลยแถลงคัดค้านว่า พยานที่มาศาลวันนี้เป็นพยานคู่กับพยานที่ไม่มาศาล หากสืบไม่พร้อมกันจำเลยจะเสียเปรียบเพราะไม่ได้ถามค้านพยานในวันเดียวกัน ขอให้เลื่อนไปเพื่อสืบพยานคู่ดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลสอบโจทก์แล้วไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีไป
คดีที่เหลือก็ต้องเลื่อนไปด้วยเหตุต่าง ๆ จนหมด เมื่อผมจดรายงานกระบวนพิจารณาเลื่อนคดีไปหมดแล้ว ก็ลงจากบัลลังก์เดินไปตามระเบียงเพื่อจะกลับห้องพัก ก็ปรากฎว่าเดินไปเกือบจะทันคู่ความคดีแรก ห่างกันพอได้ยินคำสนทนา ตัวความถามทนายว่า
“คุณทนายคดีของผมนี่จะแพ้หรือชนะ”
ทนายความตอบว่า
“ผมไม่ทราบหรอกเพราะปากกาอยู่ที่มัน”
คำว่ามันตามคำพูดของทนายความ หมายถึง ผม
ผมได้ยินดังนั้นก็เดินช้าลงเพื่อไม่ให้ทนายท่านนั้นทราบว่าผมได้ยินคำพูดของท่านและเพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย
คำตอบของทนายความท่านนั้นยังก้องอยู่ในหูผมจนถึงทุกวันนี้ เวลาผมจะเขียนคำพิพากษาไม่ว่าอยู่ในศาลใด ผมคำนึงถึงคำพูดของทนายท่านนั้นอยู่เสมอ
และหากผมจะใช้คำตอบของทนายความตอบนักศึกษา คงทำให้นักศึกษาเข้าใจมากกว่าคำตอบทางวิชาการ
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
1 ชม.  ·
เบนจาปราศรัยหน้าศาลอาญารัชดาว่า "สิ่งที่เพื่อนของเราได้ทำ เพียงแค่อยากให้สังคมนี้มันดีขึ้น ให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดได้ในสังคมในยุคสมัยใหม่ เพื่อนเราไม่ใช่ภัยความมั่นคงต่อรัฐ เขาต่างเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจ หลายคนเป็นนักศึกษา เขาเป็นเพียงนักศึกษาอายุ 20 ต้นๆ
หากศาลยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ได้โปรดปล่อยเพื่อนของเราออกมา คืนสิทธิในการประกันตัวให้เพื่อนของเรา เพราะเขายังไม่ใช่ผู้ผิด คืนความเป็นมนุษย์ให้เพื่อนของเรา แค่นี้มันมากพอแล้ว"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบนจาได้รับประสานว่าจะให้ผู้อำนวยการศาลมารับหนังสือ แต่จะไม่มีการรับหนังสือและรายชื่อหากผู้ออกมารับไม่ใช่ชนาธิป เหมือนพะวงศ์
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0