“ย้ายประเทศมั้ยคะ คุณพ่อ”

“ย้ายประเทศมั้ยคะ คุณพ่อ”

ไอ้เห้ยตู่ กับ ไอ้เห้ยหนู
มันชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว
ต้องของเซิ่นเจิ้น
ที่เจ้าสัวเห้ยถือหุ้นใหญ่
เงินทอนมันเยอะ และรู้ทางส่งส่วยกันดี
ไม่ต้องเจรจาให้ยุ่งยาก
ของดีหรือไม่ ไม่สน เงินทอนสำคัญที่สุด
เจ้าของหมารอส่วนแบ่งอยู่
ของมันได้ช้า เพราะโรงงานผลิตยังไม่เสร็จ
แต่คนไทยเสร็จไปหลายร้อยศพแล้ว
ชีวิตประชาชนดั่งผักปลา
ไร้ค่า ไม่สำคัญเท่าเงินทอน

*****

********

*****************

 

09.00 INDEX เอกภาพ ภายใต้ รอยร้าว “ลึก” ของ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์

 
 
 

09.00 INDEX เอกภาพ ภายใต้ รอยร้าว “ลึก” ของ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์

คล้ายกับรอยร้าวระหว่างพรรคภูมิใจไทยจะได้รับการสมานเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาให้กำลังใจและ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่ามิได้มีปัญหาอะไรกับการบริหารภายใต้ศบค.

เช่นเดียวกับ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยุติคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 85/2564 ลงพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความพอใจ

แต่ถามว่ารอย “ร้าว” ที่เคยเกิดขึ้นยัง “ดำรง” อยู่หรือไม่

เด่นชัดเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคภูมิใจไทยสงบอย่างเงียบเชียบอยู่ในที่ตั้งของตน ไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็น นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค

ยิ่ง นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรค ยิ่งลดการแสดงความเห็น ไม่ว่าในฐานะกรรมการบริหาร ไม่ว่าในฐานะที่เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ

มองจากสภาพการณ์ที่ดำรงอยู่ความหงุดหงิดระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ยุติลงอย่างชั่วคราว

ท่าทีที่ยังเป็นความหงุดหงิดกลายเป็นเรื่องระหว่าง ส.ส.และเป้าของพรรคภูมิใจไทย เป้าของพรรคประชาธิปัตย์ มิได้อยู่ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากแต่เน้นไปยังพรรคพลังประชารัฐ

ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์แม้จะมีการเกลื่อนกลบคำสั่งนายกรัฐมน ตรีที่ 85/2564 แต่ความหงุดหงิดต่อบทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส พรหม เผ่า ยังคงมีอยู่

 

อย่างจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็รู้อยู่แล้วว่า เป้าหมายของพรรคพลังประชารัฐเป็นอย่างไร

การไม่ถอยในกรณีการเลือกตั้งซ่อม เขต 3 นครศรีธรรมราช ชัดอยู่แล้วคำสั่งที่มอบหมายให้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ารับผิดชอบงานพัฒนานครศรีธรรมราช สงขลา ภูเก็ต ยิ่งชัด

เช่นเดียวกับกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หากติดตามบทบาทก็จะเห็นว่าค่อยลดระดับในสถานะแห่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลง

 

และบทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในกระสวนแบบรวบอำนาจก็เป็นอันรับรู้อย่างเป็นเอกภาพ

บนพื้นผิวแห่งการประแป้งแต่งตัว ไม่มีอีกแล้วเสียง “นินทา” ซึ่งดังมาจากรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ความเป็นเอกภาพเริ่มเข้าแทนที่ความขัดแย้งและแตกแยก ช่วงชิงระหว่างกัน

แต่ภายใต้ปลายบนสุดแห่ง”ภูเขาน้ำแข็ง”พรรคพลังประชารัฐรู้ พรรคภูมิใจไทยรู้ พรรคประชาธิปัตย์รู้ว่าเป็นอย่างไร

นี่ย่อมเป็น”เอกภาพ”ในแบบ “หวานอมขมกลืน”

*****

******

*************

 

‘สมชัย’ ชี้ อย่าเยาะเย้ยคนรุ่นใหม่อยากย้ายประเทศ ผู้นำประเทศไม่ควรมองผ่าน

 
 
 

‘สมชัย’ ชี้ อย่าเยาะเย้ยรุ่นใหม่อยากย้ายประเทศ ผู้นำประเทศไม่ควรมองผ่าน 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง เขียนข้อความถึงปรากฎการณ์การตั้งกลุ่ม ย้ายประเทศกันเถอะ กลุ่มของคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน ที่ยังรักประเทศ แต่หมดหวังกับการเมืองไทย หมดหวังกับการบริหารบ้านเมือง และพยายามศึกษาหาข้อมูลในการไปตั้งรกรากที่ประเทศอื่น โดยในกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ช่องทางการทำงานและอื่นๆอีกมายมาย กลุ่มตั้งขึ้นเพียงไม่นาน ชั่วข้ามคืนมีคนเข้ากลุ่มเกินกว่า 5 แสนคนแล้ว

นายสมชัย ระบุว่า วันเดียว คนเข้าร่วมเกือบครึ่งล้าน

เพจ ย้ายประเทศกันเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ปกครองประเทศจะมองผ่าน และคิดว่าเป็นเรื่องสนุกเฮฮา เพ้อฝัน ของคนรุ่นใหม่

ลักษณะการถาม ตอบ แลกเปลี่ยนของสมาชิกในกลุ่มดูจริงจัง และพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ในการใช้ชีวิต การเรียน การหางานทำ การเอาตัวรอด ไปจนถึงทำอย่างไรจะได้อยู่เป็นพลเมืองของประเทศนั้น

ผู้ถามไม่ได้ถามเอาเล่น และผู้ตอบก็ตั้งใจตอบอย่างมีสาระจริงจัง บางคนถึงขนาดอาสาติวภาษาของประเทศนั้นๆให้ฟรีทางออนไลน์ด้วยซ้ำ

คนเหลานี้มิได้ไม่รักชาติ แต่ผู้ปกครองประเทศในช่วงที่ผ่านมาทำให้เขารู้สึกว่าประเทศไม่น่าอยู่และต้องการหาที่ไป

บางคนถึงขนาดเปรียบเทียบว่า อากง อาม่า ยังอพยพหนีมาจากเมืองจีนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า บัดนี้ถึง generation เขาก็ต้องหาสิ่งที่ดีกว่าเช่นกัน หากได้ดิบได้ดีแล้วค่อยส่งเงินกลับมาช่วยเมืองไทย

 

ในเพจตอนนี้มีแบ่งกลุ่มย่อยตามหัวข้อที่ตนสนใจ เช่นทีมอเมริกา ทีมออสเตรเลีย ทีมญี่ปุ่น ทีมวิศวะ ทีมแพทย์ ทีม data ฯลฯ นับแล้วน่าจะเป็นร้อยทีม ถามตอบเจาะลึกกันอย่างจริงจัง

ส่วนใหญ่คือคนหนุ่มสาว หรือคนวัยทำงาน มีทักษะทางภาษา และมีความรู้ดีพอสมควร

จริงอยู่ว่าทั้งสี่แสนกว่ารายไม่มีโอกาสย้ายตามความฝัน แต่คิดง่ายๆว่า หากได้ไปสัก 10% ก็ 40,000 หรือแค่ 1% ก็ 4,000 แล้ว

 

และ 40,000 หรือ 4,000 คนนี้ ต้องเป็นครีมของครีม คือคนที่มีความรู้ความสามารถจริงที่ประเทศนั้นยอมรับ

น่าเป็นห่วงประเทศครับ

เข้าไปดูได้ไม่กี่นาที ลูกสาวที่อยู่ในต่างประเทศก็ส่งสายเข้ามา

“ย้ายประเทศมั้ยคะ คุณพ่อ”

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

13 ความเห็น

 
619

อย่าย้ายประเทศครับเพราะประเทศไม่ใช่ของมันประเทศเป็นของประชาชนและประชาชนคือชาติสิ่งเลวๆที่มันทำไว้กับประเทศเราคนไทยควรล้างมันเสียอย่าย้ายหนีครับต้องลุกขึ้นสู้เพื่อขับไล่ย้ายพวกมันไปอยู่ในนรกแบบนั้นสมควรกว่า

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน จ๊ะโอ๋

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

https://hilight.kapook.com/view/213049

รู้จักกลุ่ม ย้ายประเทศกันเถอะ กลุ่มดังในเฟซบุ๊ก หรือไทยเข้าสู่ยุคสมองไหล ?
 
 
          กลุ่มฮอตสุดร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ ย้ายประเทศกันเถอะ กับการแชร์ทริปการย้ายออกจากเมืองไทยแบบถาวร ไปอยู่ประเทศอื่น ๆ ที่มีสวัสดิการพร้อม ร้อนแรงจนขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่ในขณะที่อีกฝั่งก็ตั้งคำถาม หรือเมืองไทยจะเข้าสู่ภาวะสมองไหล เด็กเกิดใหม่น้อย คนหนุ่มสาวย้ายออก ทุกคนดิ้นรนหาทางรอดกันเอาเอง ?!
 
 
ย้ายประเทศกันเถอะ
 
          ในตอนนี้ กลุ่มเฟซบุ๊กที่มาแรงสุด ๆ จนหยุดไม่อยู่ เพียงแค่ 2 วันสามารถมีสมาชิกกว่า 3 แสนคน คือกลุ่ม ย้ายประเทศกันเถอะ ที่เป็นกลุ่มแชร์ทริปและพูดคุยเกี่ยวกับการย้ายออกจากประเทศไทย การแชร์เทคนิคการทำงาน และบอกเล่าชีวิตในต่างแดน ซึ่งวันนี้ กระปุกดอทคอม จะมาทำความรู้จักกรุ๊ปนี้กันค่ะ
 
ย้ายประเทศกันเถอะ
 
ย้ายประเทศกันเถอะ คืออะไร ทำไมร้อนแรงจนติดเทรนด์

          ย้ายประเทศกันเถอะ คือกลุ่มที่อยู่ในเฟซบุ๊ก โดยที่หากต้องการจะเข้าร่วม จะต้องทำการส่งคำขอและต้องรอให้แอดมินอนุมัติ โดยปัจจุบัน กลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ มีจำนวนสมาชิกกว่า 3 แสนคน และจำนวนกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

          ทั้งนี้ กลุ่มย้ายประเทศกันเถอะ เป็นกลุ่มที่รวบรวมเอาสมาชิกคนไทย ที่ต้องการออกจากเมืองไทย และคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน ร่วมแชร์ทริปการได้ไปอยู่ เช่น ทุนการศึกษา การมาเรียนต่อ หรือกระทั่งการแต่งงานและทำเรื่องมาอยู่ที่ต่างประเทศ การขอวีซ่า การขอสัญชาติ รวมไปถึงวิถีชีวิตในต่างแดน ทั้งเรื่องการทำงาน ค่าครองชีพ สวัสดิการ ภาษี และอื่น ๆ

 
ย้ายประเทศกันเถอะ
 

ทำไมคนไทยจึงอยากย้ายประเทศกันเยอะ

          ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นในกลุ่มดังกล่าว ถึงเหตุผลของการย้ายประเทศ คือการอยู่ที่เมืองไทยแล้วไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ทั้งเรื่องสวัสดิการที่รัฐจัดหาให้ สิทธิพลเมือง รวมไปถึงความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งในบางอาชีพบางสาขา การไปอยู่ต่างประเทศย่อมทำรายได้ดีกว่าที่อยู่ในประเทศไทย

จุดมุ่งหมายที่คนอยากไปมากที่สุดคือที่ไหน  

          ส่วนมากที่คนพูดถึงการย้ายประเทศนั้น ล้วนแล้วแต่มีความต้องการย้ายไปประเทศฝั่งยุโรปและอเมริกา โดยประเทศยอดฮิตมีทั้ง อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สวีเดน เยอรมนี และไต้หวัน ซึ่งหลายประเทศนั้น มีนโยบายเปิดกว้างรับชาวต่างชาติ หากมีความสามารถจริง ๆ มีโอกาสได้ทำงานและขอสัญชาติเพื่ออยู่อาศัยถาวร

 
ย้ายประเทศกันเถอะ
 

แล้วถ้าจะย้ายประเทศจริง ๆ ล่ะ จะต้องทำอย่างไร

          การย้ายประเทศนั้น แบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ

          แต่งงานกับชาวต่างชาติ : วิธีนี้ดูจะเป็นวิธีที่อาจจะทำให้ได้ย้ายไปต่างประเทศไวที่สุด ในบางประเทศหากแต่งงานกันแล้ว สามารถทำวีซ่าติดตามสามี/ภรรยา เพื่อไปใช้ชีวิตร่วมกันในต่างแดน และหลังจากที่อยู่ในประเทศในระยะเวลาตามที่กำหนด (ส่วนมาก 5 ปี) เป็นอย่างต่ำ จะสามารถย้ายขอสัญชาติได้ และได้รับสิทธิประโยชน์เท่าพลเมืองของประเทศนั้น ๆ 

          เรียนต่อ-หางานทำ : ในขณะที่บางคนที่มีความสามารถ สามารถหาทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อ ในหลายประเทศเมื่อเรียนจบแล้ว สามารถต่อวีซ่าเพื่อหางานทำได้ทันที และสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อขอวีซ่าผู้พำนักอาศัยถาวร หรือการขอสัญชาติไปเลย

          วิธีการอื่น : เช่น กรีนการ์ดลอตเตอรี่ของสหรัฐอเมริกา ที่ผู้ที่สนใจสามารถส่งใบสมัครเพื่อรอลุ้นผลจับสลาก จากนั้นจะได้วีซ่าพำนักถาวรในสหรัฐอเมริกา โดยที่ต้องมีประวัติอาชญากรรมที่ใสสะอาด สุขภาพแข็งแรง จบชั้น ม.ปลายขึ้นไป เป็นต้น

 
ย้ายประเทศกันเถอะ
 

สู่การเกิดคำถาม หรือประเทศไทยจะสมองไหล - ตัดช่องน้อยแต่พอตัว-เพ้อฝัน หรือไม่

          ในขณะที่มีคนสนใจมาก ๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีคำถามที่หลายคนสงสัย เช่น ภาวะสมองไหล ที่คนที่มีความสามารถ และถนัดทางวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง หรืออยู่ในวิชาชีพที่ต่างประเทศสนใจ เช่น หมอ โปรแกรมเมอร์ จะพากันหลั่งไหลออกนอกประเทศ จนทำให้วิชาชีพนั้น ๆ ขาดแคลนในประเทศ และทำให้เมืองไทยไม่มีหมอที่เก่ง นักวิทยาศาสตร์-นักวิจัยที่เก่งพอ และไม่ว่าจะผลิตมาเท่าไรก็ไม่เพียงพอ จนส่งผลทั้งต่อเศรษฐกิจและชีวิตของคนไทยโดยรวม

          นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามตามมาเช่น การย้ายไปอยู่ต่างประเทศนั้น เป็นการ "ตัดช่องน้อยแต่พอตัวหรือไม่" เพราะไม่ว่าจะเป็นการแต่งงานหรือการไปอยู่หลังจากที่เรียนจบ ส่วนมากก็ไปได้แค่คนเดียว และลงหลักปักฐานที่นั่นเอง ไม่สามารถพาพ่อแม่ที่แก่ชรา ญาติพี่น้อง ลูกหลาน ที่ไม่เก่งเท่าหรือขาดโอกาสไปอยู่ด้วยได้ การจะย้ายสำมะโนครัวแบบยกครัวนั้น เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเกินไปจนแทบจะเป็นไปไม่ได้ หลายคนเป็นลูกคนเดียวที่ไม่อยากทิ้งพ่อแม่ไว้ข้างหลัง และหากครอบครัวที่เราจะพาย้ายมาอยู่ คนที่เราจะพามาอายุมาก, ไม่มีทักษะ, ไม่มีเงินมากพอที่จะย้ายมาอยู่ ก็เป็นเรื่องที่บางครั้งแทบจะเป็นไปไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ในไทยกับครอบครัว หรือออกไปผจญโลกภายนอกคนเดียว

          นอกจากนี้ ยังเกิดคำถามอีกเช่น เรื่องแบบนี้เป็นความ "เพ้อฝัน" เกินไปไหม ไม่ใช่ว่าคนทุกคนต้องการที่จะแต่งงานกับชาวต่างชาติ หรือมีทุนทรัพย์มากพอที่จะไปเรียนต่อในต่างประเทศเอง หรือบางคนก็ไม่ได้มีความสามารถมากพอที่จะชิงทุนไปเรียนต่อ หรือต่อให้เป็นทุนการศึกษาที่ทางประเทศต้นสังกัดออกให้ ก็ต้องไปแข่งกับคนทั้งโลกอีก หลายคนขาดทักษะทางด้านภาษา หรือบางคนที่ได้ภาษาก็ใช่ว่าความสามารถจะสูงจนถึงขั้นไปแข่งกับคนที่เก่งมาก ๆ เพื่อให้ได้ทุนการศึกษา การพูดว่าจะย้ายประเทศเป็นเรื่องง่าย แต่พอเจอกับขั้นตอนที่ยุ่งยาก ก็จะทำให้ท้อถอยจนล้มเลิกความคิดไปเหมือนกัน

ย้ายประเทศกันเถอะ

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
619

รูปเด็กฝรั่งคนนี้ทำท่าน่ารักดีครับ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
3 ส

คนไทย

เปื่อยสุด ๆ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
ย้ายประเทศ !!!???
จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปอยู่ในประเทศโลกที่ 1 มาระยะหนึ่ง และมีคนชวนย้ายประเทศอยู่บ่อยๆ พร้อมกับคำถามสำคัญว่า “กลับมาทำไม”
.
ข้อสังเกตส่วนตัว ที่ผมค้นพบก็คือ มันไม่ได้ย้ายกันง่ายขนาดนั้น..
.
ลองคิดดูนะครับว่า ตลาดของการ “ย้ายประเทศ” เป็นตลาดใหญ่ขนาดไหน? ชนชั้นกลางบน ของจีน และ อินเดีย สองประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก เป็นล้านๆ หรืออาจเป็นสิบล้านครอบครัว ส่งลูกไปเรียนออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ แคนาดา ตั้งแต่ชั้นประถม หรือชั้นมัธยม เพื่อให้ลูกหลานตัวเองมีอนาคตที่ดีกว่าจมปลัก หรือแข่งขันในตลาดที่ไม่ได้ไปไหนไกลแบบในประเทศตัวเอง
.
และอย่าแปลกใจ ชนชั้นนำไทยจำนวนมากที่แฮปปี้กับระบอบนี้ คิดว่าประเทศไทยดีมาก น่าอยู่มาก ก็ทำแบบเดียวกัน คือส่งลูกไปเรียนตั้งแต่เล็กๆ..
.
ทั้งหมดนี้ ถ้าหากตกขบวน ไม่ทันรอบแรก คือไม่ได้ไปเรียนตั้งแต่เด็กๆ ก็พยายามขยับต่อในชั้นการเรียนมหาวิทยาลัย ตอนที่ผมไปออสเตรเลียนั้น มีเพื่อนต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กล่าวถึงข้างบน) ที่เรียนด้วยกันเรียนสาขาแปลกๆ อย่าง “Social Works” หรือสังคมสงเคราะห์ หรือแม้กระทั่งวิชาที่ผมเรียน ก็เจอเพื่อนชาวจีนจำนวนมาก ซึ่งพอถามว่าทำไมถึงเลือกเรียนสายนี้ สาขานี้ แน่นอนคำตอบของเขาคือ สาเหตุที่เลือกเรียน เพราะการเรียนสาขาพวกนี้ เป็นสาขาที่ออสเตรเลียยังขาด ทำให้ได้ “คะแนน” ได้ง่ายกว่า ในการขอเป็น Permanent Resident หรือเป็นวีซ่าผู้อยู่อาศัยถาวร
.
คะแนนที่ว่า มีตั้งแต่คะแนนภาษา คะแนนอายุ (ยิ่งอายุมาก คะแนนยิ่งได้น้อยลง) คะแนนทักษะประเภทต่างๆ คุณหางานประจำที่นั่นได้หรือไม่ มีอาชีพที่มั่นคง พอจะเลี้ยงตัวเองได้ไหม คุณมีเงินฝากในบัญชีมากขนาดไหน คุณจบการศึกษาอะไรมา ตรงกับที่ประเทศนั้นๆ ต้องการไหม
.
สมัยที่ผมไปเรียน คนที่พยายามยื่นคะแนนเพื่อขอย้ายประเทศนั้น ต้องทำข้อสอบที่วัดระดับคุณค่าของการเป็นคนออสเตรเลีย (Australian Values) ด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงกว้างขวาง คนออสซี่เองไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “คุณค่า” นั้นคืออะไร นอกจากนี้ กฎพวกนี้ ยังสามารถเปลี่ยนไปมาได้ตลอดเวลา ตามแต่ว่ารัฐบาลในขณะนั้น เป็นพวกเสรีนิยม หรืออนุรักษ์นิยม
.
เพราะถึงเวลาหนึ่ง บรรดาพลเมืองเจ้าของประเทศ ก็จะรู้สึกว่าคนที่เข้ามาใหม่ มา “แย่งงาน” พวกเขา เพราะถึงเวลาหนึ่ง บรรดาเจ้าของประเทศ ก็จะรู้สึกว่าคนที่มาอยู่ใหม่ ที่อพยพเข้ามานั้น เข้ามาแย่งสวัสดิการพวกเขา
.
ข้อจำกัดพวกนี้ ตั้งแต่การแข่งขันกับชาวต่างชาติ ประเทศต่างๆ การต้องทำคะแนนทักษะแต่ละประเภทให้ชนกับเกณฑ์ที่รัฐบาลเจ้าของประเทศเป็นผู้กำหนด ทำให้คนไทยที่ผมรู้จักหลายคน “ถอดใจ” กลับบ้านก็ได้ กันเป็นจำนวนหนึ่ง.. ทั้งที่ใจหนึ่งก็เบื่อความเฮงซวยของประเทศเรา อยากย้ายประเทศเต็มที่
.
อันที่จริง ผมไม่ได้ตั้งใจจะ “ขวาง” ใครก็แล้วแต่ที่อยากย้ายทั้งหลาย ด้วยสัมมาชีพที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็รู้สึกว่าประเทศนี้มันห่วยแตกอยู่ดี เพราะฉะนั้น จึงสมเหตุสมผลที่ใครอยากจะย้าย.. และมีศักยภาพจะไปได้ ไปเลยครับ การมีเป้าว่าจะทำอะไร จะทำอย่างไรให้ไปถึงตรงนั้นได้ มันก็เป็นแรงบันดาลใจที่ดี คนไทยหลายคน มีความสามารถที่จะไปไกลกว่านี้ ไม่ต้องติดหล่มอยู่ที่นี่
.
แต่สำหรับใครที่ไปไม่ได้ ยังติดอยู่ในนี้ ผมก็อยากบอกว่า.. ในระยะหลัง ยังพอเห็นพลังของคนที่ต้องการทำให้มันดีขึ้น และในฐานะที่ไปแล้ว และเลือกจะกลับมา สาเหตุสำคัญไม่ใช่ไปต่อไม่ได้ แต่เรายังพอเห็นพัฒนาการหลายๆ อย่างที่พอทำให้เชื่อว่าเราสามารถขยับได้ ค่านิยมประชาธิปไตย การมองเห็นคนเท่ากัน คุณค่าของสิทธิมนุษยชนในประเทศนี้ ยังมีช่องให้เติบโต ในขณะที่รัฐบาลเราตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่ในทางกลับกัน คนที่มองเห็นเรื่องพวกนี้กลับมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
.
อาจกล่าวได้ว่า พลเมืองที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะ “คนรุ่นใหม่” นั้น ดีขึ้นเรื่อยๆ คนรุ่นเก่าที่กะโหลกกะลาก็น้อยลง (ผมยืนยันว่าน้อยลง) เสียแต่ว่าเรามีรัฐบาลที่ห่วย และมีระบบอำนาจนิยมที่แข็งเกินไป เกินกว่าที่เราจะ “ล้ม” ได้ และอำนาจนั้นก็อยู่กับเรา นานเกินไป เราชะงักงันอย่างนี้มาไม่น้อยกว่า 10-15 ปีแล้ว แต่ถามว่าอำนาจนั้นมันแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มั้ย ผมคิดว่าไม่หรอกครับ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งอยู่นาน พวกเขายิ่ง “ฝืนโลก” มากขึ้นเรื่อยๆ
.
ไม่กี่เดือนก่อน น้องๆ ที่ The Momentum เพิ่งไปทำ Vox Pop คนไทยในม็อบมา ทุกคนก็ยังเชื่อว่าประเทศนี้ ยังไปได้อยู่ ถ้าเรามีระบบการปกครองที่ถูกทาง ถ้าเราทำลายกรอบจารีตบางอย่างไปได้ และถ้าสุดท้าย เราสามารถ Convince ให้ทุกคนกลับมามองว่าสังคมนี้ ควรเคลื่อนด้วยทิศทางแบบไหน คุณค่า และหลักการของประชาธิปไตยในแบบที่ควรจะเป็นนั้นหน้าตา เป็นอย่างไร
.
และในอีกแง่หนึ่ง ผมคิดว่าตัวผม ก็มีส่วนต้องรับผิดชอบสิ่งที่เคยทำไว้ด้วย ว่าในวัยเดียวกับน้องๆ วัยที่เรากล้าพอ เราไม่อาจเปลี่ยนสังคมนี้ได้ ผม พวกเราหลายคนยินยอมที่จะ “ตามน้ำ” เพื่อเอาตัวรอดไป แล้วกลายเป็นว่าสังคมนี้ สังคมที่น้องๆ อยู่กัน และพวกเราอยู่ด้วย ไม่ได้มีชีวิตที่ดี ทั้งที่เขาควรมีโอกาสที่ดีกว่าเรา เพราะเขาเก่งกว่าเรา
.
เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้ เลยพยายามหลายๆ อย่าง “ใช้กรรม” แบบที่ว่ามา ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันเละเทะทุกวันนี้
.
และถ้าใครเรียกผมว่าเป็นพวก “ชังชาติ” ผมก็จะเถียงขาดใจ เพราะสุดท้าย ก็ไม่ได้กะตือรือร้น ไม่ได้ทะเยอทะยานจะหนีไปไหน แต่ยังเชื่อในศักยภาพคนที่นี่ว่าเราทำให้มันดีขึ้นกว่านี้ได้
.
ใครที่ยังอยู่ ช่วยกันก่อนนะครับ เปลี่ยนมันให้ได้ ผมเชื่อว่าอะไรก็แล้วแต่ที่เราเผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้ น่าจะอยู่กับเราไม่นาน และสักวัน บรรดาคนทั้งหลายที่โอบอุ้มระบอบนี้อยู่ จะเป็นคนที่ต้องไปอยู่ “ประเทศอื่น” ยาวๆ ถาวร แทนที่จะเป็นพวกเราที่ต้องหนี
.
อีกไม่นานครับ ไม่นาน..
.
บันทึกไว้ ให้ On this day กลับมามองเห็นใหม่ ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2021 ในวันที่ยังสู้ไหว
 
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
เมื่อวานไปหาที่บ้านนางก็ใส่เสื้อกลับตะเข็บ ในใจคิดว่าแม่คงแก่จริงๆ ตาคงไม่ค่อยดีแม้จะไปใส่กระจกตาเทียมแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ทัก ไม่อยากให้เค้ารู้สึกแย่ มาวันนี้ นางมาโยคะที่บ้าน ล่อชุดกลับตะเข็บทั้งเสื้อและกางเกง อันนี้ไม่ได้แล้วว่ะ แม่กูไปไกลเกินละ เลยต้องถามว่าทำไมแต่งตัวแบบนี้ นางตอบว่านี่คือ performance art ของนาง การใส่เสื้อผ้ากลับตะเข็บทำให้นางรู้สึกลำบากใจ (นางใช้คำว่า uncomfortable) และในขณะเดียวกันมันก็ทำให้คนรอบข้างรู้สึกตะขิดตะขวงทำอะไรไม่ค่อยถูกเช่นเดียวกัน (นางบรรลุเป้าหมายดังกล่าวกับดิชั้น ลูกสาวของนางอย่างสวยงามตั้งแต่เมื่อวาน 55) นางบอกว่าทุกวันนี้นางรู้สึกว่าตัวนางเอง comfortable เกินไปในขณะที่มีเพื่อนร่วมชาติจำนวนมากกำลังต่อสู้ struggle และทุกข์ทรมาน นี่คือรูปแบบการประท้วงของนาง การใสเสื้อผ้ากลับตะเข็บคือการเตือนตัวเองว่าสังคมนี้มันผิดด้าน ในเป็นนอกนอกเป็นใน และตอนนี้ความน่าเกลียด ความกลับหัวกลับหางนั้น มันออกมาแสดงตัวเองอย่างไม่เหนียมอายใดๆแล้ว และองคาพยพแห่งสังคมนี้ ซึ่งก็คือพวกเรา ควรต้องมองเห็นมันและรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ไม่สบายใจ หรือ uncomfortable กับด้านมืดที่แสดงตัวโจ่งแจ้งเหลานี้ มารดาบอกว่านี่คือไม่กี่อย่างที่นางทำได้ นางสามารถใช้ร่างกายของตัวเองเป็นอุปกรณ์ในการประท้วงในรูปแบบนี้แหละ ฉันภูมิใจในตัวแม่ฉันมาก #ปล่อยเพื่อนเรา #ยกเลิก112
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และสถานที่ในร่ม
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ลุงแพะ

ในยุคหนึ่งเรามีปัญหาเรื่องสมองไหล..ก็รณณรงค์อยากให้คนมีความรู้กลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศ...พอตอนนี้คนหนุ่มสาวคนมีความรู้อยากจะย้ายไปอยู่ ตปท.เพื่อชีวิตที่ดีกว่ามีความสุขกว่า..ทำยุทธศาสตร์ชาติ20ปี แต่ทะลึ่งกำจัดคนหนุ่มคนสาวที่จะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ...มันเอาสมองส่วนไหนคิดกัน.สงสัยมันคงคิดว่ามันจะอายุยืน ร่างกายแข็งแรงอยู่ทำงานได้จนอายุเกือบร้อยปี

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
หลวงพี่เตี้ย

เชียร์เด็กทุกคนให้ย้ายประเทศครับ

อยู่ไปทำไม  

เป็นผู้ชายก็ถูกเกณฑ์ทหารไปเป็นขี้ข้า   ถูกกระทืบ   ถูกซ้อม

มีความคิด   มีความเห็นแตกต่าง   ก็อยู่ในคุกเป็นสิบปี

ประเทศที่ทุเรศขนาดหนัก 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
หลวงพี่เตี้ย

คนแบบสมชัยไม่ควรย้ายประเทศครับ

ที่เยาวชนไทยย้ายประเทศเพราะย้ายหนีไอ้คนแบบสมชัยนี่แหละ

55555

คนห่านอะไรก็ไม่รู้

ทำลายการเลือกตั้งเสรีของคนไทย

แล้วยังมาทำหน้าหนาประชาธิปไตยอย่างโน้นอย่างนี้

ตลกฉิบหาย

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT

ปวิน ชัชวาลย์พงษ์พันธ์

เป็นลูกทูต ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ แต่ก็คิดได้แค่นี้ นี่งงมากที่เป็นนักข่าว แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงในประเทศหรือนอกประเทศ กลับตามไม่ทัน ในยุคนี้ มันไม่มีแล้วว่าต้องทำงานชดใช้บุญคุณประเทศไหน เราต่างล้วนเป็น global citizen อยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ให้โลกได้
...ที่บอกเสียโอกาสที่ไปเรียนต่างประเทศเพราะว่า ไอ้การ define ว่าราษฎรชั้นหนึ่งชั้นสอง แม่งโคตรโบราณ เมืองนอกเค้าไม่มีแล้วไอ้ราษฎรชั้นสองอะไรนี่ ตราบใดที่คุณไม่ทำผิดกฎหมายบ้านเค้า เค้าคิดว่าคุณเป็นมนุษย์เท่ากัน มีแต่สังคมกะลาที่ยังคิดว่ามีราษฎรชั้นหนึ่งชั้นสอง แต่เอาจริงๆ ในกะลามันก็เป็นแบบนั้น ถ้าลองไม่ใช้ลูกทูต ป่านนี้ดับไปนานแล้วด้วยสติปัญญาที่มีอยู่น้อยนิดอย่างประวิตร อยู่เมืองไทย จะเป็นราษฎรชั้นไหน คุณก็คือฝุ่นใต้ตีน
...ส่วนเรื่องตัดช่องน้อยเอาตัวรอด โทษนะครับ การทำงาน สร้างอาชีพ สร้างตัวตน และ contribute ให้สังคม มันจะทำได้ก็ต่อเมื่อรัฐต้องตอบแทนรางวัลความเหนื่อยยากของเรา รัฐต้องให้สวัสดิการเรา ต้องให้ความเป็นธรรม นี่อะไร จะเอาอย่างเดียว แต่ไม่ให้ คนที่เค้าเก่ง เค้ามีสมอง เค้าก็อยากย้ายไปที่อื่นที่สังคมเห็นคุณค่าเค้า ก็เท่านั้น อย่าโง่!

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
หลวงพี่เตี้ย

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และข้อความ

อันนี้ฮามาก

55555

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0
 
ICT
Are Thai abandoning their land?
แล้วคนไทย ทั้งสูง ทั้งกลาง ทั้งล่าง
คนไทย ทั้งรุ่นเก่า ทั้งรุ่นใหม่ พากันย้ายประเทศ พากันทิ้งแผ่นดิน จริง ๆ หรือ ?
ย้ายประเทศกันเถอะ?
ได้ยินแล้วคุ้นๆมากสำหรัผม ผมอยู่ประเทศฟิลิปปินส์มาร่วม 7 ปีตอนเป็นวัยรุ่น (เพราะพ่อเคยทำงานสถานทูตไทยที่นั่น) ปัญหาใหญ่อันหนึ่งของฟิลิปปินส์คือผู้คนหมดหวังในสังคมตน หนีไปหางานหาโอกาสต่างแดนหลายล้านคนทั่วโลก สุดท้ายสมองและแรงงานที่ไหล ก็ผลิตซ้ำปัญหาและความเหลื่อมล้ำของสังคม คนมีคุณภาพมีศักยภาพจำนวนมากตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไปตายเอาดาบหน้า แทบไม่มีใครคานอำนาจอภิสิทธิ์ชนได้ เพราะเหลือแต่ชนชั้นกดขี่กับผู้ถูกกดขี่ที่ไปไหนไม่ได้เป็นหลัก
นั่นทำให้นึกถึงกรุงเทพฯ ที่ๆดูดคนมีคุณภาพจากต่างจังหวัดมาทำงาน ชนบทบางแห่งเหลือแต่เด็กเล็กกับคนแก่
คุณอยากให้สังคมไทย ให้บ้านเกิดเป็นเช่นนั้นหรือ? ผมจะะสู้ที่นี้ ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีและเสมภาคกว่านี้ก็ต้องพยายามยืนหยัดที่บ้านเกิดเป็นหลัก เพราะนี่คือบ้านเกิดผม ผมจะสู้ที่นี้ เปลี่ยนแปลงสังคม อยู่ที่นี่ ไม่หนีหายเวลาสังคมต้องการมือไม้ช่วยเปลี่ยนแปลง และตายที่นี่ ประเทศเฮงซวยที่เป็นบ้านเกิดเรานี่แหละครับที่เราต้องพยายามเปลี่ยนแปลงแก้ไข
ปล. 1 สำหรับผู้ลี้ภัยการเมือง น่าเห็นใจ เข้าใจ และเคารพในการตัดสินใจ แต่สำหรับบางคนที่ไปเรียนอเมริกาและกลับมาเพียงเพราะถูกเหยียดว่าเป็นจีน เป็น chink เป็นเอเชีย ผมอยากบอกว่าไอ้พวกหลังนี้ถ้ามันไม่โดนเหยียดมันก็คงอยู่ยาว เพราะมันกลับมาเพราะถูกต่างชาติเหยียด มากกว่าเพราะรัก ผูกพันธ์และเป็นห่วงในมาตุภูมิ
ปล. 2
ตอนผมไปรับรางวัลเสรีภาพสื่อนานาชาติ จาก the Committee to Protect Journalists ที่มหานครนิวยอร์ก ปี 2017 ผมได้รับเชิญไปพูดที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หลังจากนั้นทางวารสารนิเทศน์ศาสตร์ของมหาลัยก็มาสัมภาษณ์ผม หนึ่งในคำถามคือผมไม่คิดลี้ภัยบ้างหรือ? เพราะโดน ม116 โดน คสช. "ปรับทัศนคติ" สองครั้ง ผมบอกว่าไม่ สังคมไทยมีปัญหา ผมก็จะอยู่เป็นหนึ่งพลังที่จะสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้สังคมมีเสรีภาพ เสมอภาค และประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0